wealthfmt@gmail.com (+66) 086-458-3341

Wealth Formation Academy
เราเป็นตัวแทน

Partner

สมัครมาชิก เข้าสู่ระบบสมาชิก เปิดบัญชี SQB

Swissquote Bank

เป็นผู้นำของธนาคาร Online Banking จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์สวิส (SIX Exchange) ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ SWISSQUOTE BANK มีความมั่นคงทางการเงินและความโปร่งใสสูงสุดในอุตสาหกรรมการเงิน

Swissquote Bank” ถูกควบคุมโดยหน่วยงานกำกับดูแลตลาดการเงินสวิส (FINMA) (Swiss Financial Market Supervisory Authority) องค์กรอิสระนี้ทำให้ความสมบูรณ์ของระบบธนาคารสวิสและปกป้องผลประโยชน์ของเจ้าหนี้และนักลงทุน



Services

Wealth Formation Academy เราเป็นตัวแทน (Partner) ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวจากธนาคาร Swissquote ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ทำไมต้อง Swissquote Bank

Swissquote Bank คือผู้ให้บริการ Online Banking ทางการเงินออนไลน์ ชั้นนำ ที่นำเสนอบริการซื้อขายออนไลน์และโซลูชั่นหลากหลาย

ขั้นตอนการเปิดบัญชี SQB

เนื่องจากการเปิดบัญชีกับธนาคารนั้นท่านไม่สามารถจะดำเนินการเปิด online แบบที่หลายๆ โบรกฯทำกัน เพราะติดปัญหาเรื่องข้อกำหนดของ FINMA และความปลอดภัยในการเปิดบัญชีกับธนาคาร Swissquote Bank

เอกสารที่ใช้ในการเปิดบัญชี

สถาบัน Wealth Formation Academy เป็นเพียงแค่ผู้ดำเนินการประสานงานติดต่อระหว่างธนาคารและลูกค้าที่ต้องการเปิดบัญชีกับธนาคาร Swissquote สำนักงานใหญ่ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เท่านั่น

Promotion 2018 SQB

100usd cash bonus for new account – this is cater for new min. 1kusd deposited account + 1st trade opened. Validity Aug 2018.

ฝากเงินเข้า Swissquote

You are about to deposit funds on Swissquote Bank Ltd account based in Switzerland. If your account is with Swissquote Ltd.

วิธีถอนเงินธนาคาร SQB

วิธี ถอนเงินธนาคาร Swissquote การถอนเงินจากบัญชีเทรด eForex กับธนาคาร Swissquote Bank สามารถกระทำได้สะดวก รวดเร็ว โดยเราสามารถทำรายการได้ 2 วิธีดังนี้

Demo Account SQB

Explore. Practice. Trade. From your desk or on the go, we have the right platform for you..

Live Account SQB

You can open your new Forex account directly online. Please take a few minutes to complete the application form below.

ตลาด Forex (Foreign exchange market) คือตลาดกลางสำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่าง ๆ ทั่วโลก แต่เดิมตลาด Forex นั้นมีไว้ สำหรับการซื้อขายในเฉพาะกลุ่ม ธนาคาร สถาบันทางการเงิน หรือหน่วยงานของรัฐ แต่เมื่ออินเตอร์เน็ตเริ่มมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย จึง เริ่มมีการพัฒนาระบบให้คนทั่วไป สามารถเข้ามาซื้อขายในตลาด Forex โดยใช้อินเตอร์เน็ตส่งคำสั่ง ซื้อขาย ผ่านทางโบรกเกอร์ได้


ตลาด Forex นั้นเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก มีตลาดใหญ่อยู่ที่ นิวยอร์ค ญี่ปุ่น ยุโรป และ ออสเตรเลีย การที่มีตลาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วโลก โดยแต่ละพื้นที่มีเวลาเหลื่อมกัน ทำให้เสมือนว่าตลาด Forex นั้นเปิด และมีการซื้อขายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าเทียบกับเวลาในประเทศไทยแล้ว ตลาด Forex เปิดทำการตั้งแต่ตี 4 ของเช้าวันจันทร์ จนถึง ตี 4 เช้าวันเสาร์ หรือก็คือ 24 ชม ยกเว้นวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ นั้นเอง ปัจจุบัน ตลาด Forex นั้นมีมูลค่าการซื้อขายต่อวัน สูงถึงประมาณ 7ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าทุกตลาดทางการเงินในโลกนี้รวมกัน


ปัจจุบัน กฎหมายประเทศไทย ยังไม่อนุญาต ให้สถาบันทางการเงิน เปิดบริการเป็นโบรกเกอร์เพื่อให้บุคคลทั่วไปเข้ามาซื้อขายในตลาด Forex ได้ แต่ในต่างประเทศหลายประเทศ การเข้ามาซื้อขายเงินตราในตลาด Forex ผ่านโบรกเกอร์ เป็นเรื่องที่เปิดกว้าง และสามารถทำได้มา หลายปีแล้ว โดยผู้ลงทุนสามารถทำการซื้อขายได้ ถึงแม้จะมีทุนเริ่มต้นเพียงแค่ 1$ เท่านั้น การลงทุนในตลาด Forex นั้น คล้ายกับการเกงกำไร ลงทุนซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในบ้านเรา นั้นคือ ซื้อมา แล้วก็ขายไป กำไรที่ได้มาจาก ผลต่างของราคาซื้อ และราคาขาย แค่เปลี่ยนจากการซื้อหุ้น เป็นการซื้อเงินตราสกุลต่าง ๆ นั้นเอง


ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาด Forex นั้นสูงมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้น หรือการลงทุนในกองทุน สำหรับผู้ที่พอรู้ หรือ ติดตามการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน อาจสงสัยว่าการลงทุนในตลาด Forex ซึ่งซื้อขายเงินตราสกุลเงินต่าง ๆ จะให้ผลตอบแทน สูงได้อย่างไร ในเมื่อแต่ละวันอัตราการเปลี่ยนแปลงราคาของสกุลเงินต่าง ๆ นั้นเปลี่ยนแปลงน้อยมาก (ไม่ถึง 1%) คำตอบอยู่ตรงนี้ครับ สิ่งที่ทำ ให้ตลาด Forex ให้ผลตอบแทนสูงนั้นคือ ระบบ Leverage ซึ่งเปิดโอกาสผู้ลงทุน สามารถลงทุนและทำกำไรได้เหมือนมีทุน เป็นร้อยเท่าจาก ทุนจริงที่มีอยู่ และสามารถเลือกทำกำไรได้ทั้งขาขึ้น และขาลง ซึ่งทั้งหมดนี้เหมือนกับการลงทุนใน Gold Future, TFEX หรือ SET50 Future ในบ้านเรานั้นเอง เพียงแต่ว่า สัดส่วน Leverage นั้นสูงกว่ามาก


หลายคนอาจจะสงสัยกับคำว่าผลตอบแทนสูงนั้น สูงขนาดไหน?? เปรียบเทียบให้เห็นภาพมากขึ้น การลงทุนซื้อหุ้นในตลาดทุนเพื่อเกงกำไร ระยะสั้น โอกาสที่จะได้กำไร 10-20% ใน 1 วันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดได้บ่อย แต่สำหรับตลาด Forex กำไร 10-20% ต่อ 1 วันนั้นเป็น เรื่องปกติ และธรรมดามาก (บางจังหวะ เพียงแค่ 5-10 นาที ก็สามารถทำกำไร 10-20% ก็เป็นไปได้) จะเห็นได้ว่า ผลตอบแทนนั้นสูงมาก และยั่วยวนกิเลสดีจริง ๆ แต่ ในทางกลับกันก็เป็นการลงทุนที่มีอัตราเสี่ยงสูงมาก (มี 100 ก็หมด 100 ได้ไม่ยาก ในเวลาอันสั้นเช่นกัน) ดังนั้นผู้ ที่สนใจ และอยากลองลงทุนในตลาด Forex ก่อนลงทุนควรศึกษาให้ดีก่อนนะครับ


สกุลเงินหลักๆที่ทำการซื้อขายนั้นก็จะมีอยู่ 7 สกุลเงินด้วยกันก็คือ ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (USD) ยูโร (EUR) ปอนด์ (GBP) เยน (JPY) ดอลลาร์แคนาดา (CAD) สวิสฟรังค์ (CHF) และดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD)


การซื้อขายสกุลเงินในตลาด Forex นั้นจะทำกันเป็นคู่ๆ (Currency Pair) ซึ่งคู่ของสกุลเงินหลักหรือที่เรียกว่า Major นั้น จะมีอยู่ 4 สกุลด้วยกันคือ


- GBP/USD


- EUR/USD


- USD/CHF


- USD/JPY


ซึ่งสกุลเงินที่อยู่ข้างหน้าจะเรียกว่า Base Currency และตัวหลังเรียกว่า Counter Currency เช่นคู่ GBP/USD ก็จะมี GBP เป็น Base Currency และ USD เป็น Counter Currency ส่วนความหมายนั้นก็ให้จำง่ายๆว่าตัว Base Currency จะมีค่าเป็น 1 เสมอ สมมติว่าราคาของคู่ GBP/USD เป็น 1.5000 ก็จะหมายความว่า 1 ปอนด์มีค่าเท่ากับ 1.5 ดอลลาร์


Forex (Foreign Exchange Market) หรือเรียกสั้นๆว่า FX เป็นตลาดในการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินต่างๆ ซึ่ง Forex เป็นตลาดที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลกกว่า 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อวันซึ่งมากกว่าตลาดหุ้นทั้งโลกมารวมกัน ตลาด Forex เปิดทำการตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ตลอด 24 ชั่วโมงและหยุดการซื้อขายในวันเสาร์อาทิตย์ ตลาดใหญ่ๆของโลกจะมีอยู่ 3 แห่งก็คือ ตลาดโตเกียว ตลาดลอนดอน และตลาดนิวยอร์ค ซึ่งเวลาทำการเมื่อเทียบกับเวลาประเทศไทยก็จะเป็นดังนี้ (ถ้าอยู่ในช่วงฤดูหนาวก็ให้เพิ่มอีก 1 ชั่วโมง)


- ตลาดออสเตรเลีย (AUD) เวลา 5:00 - 13:00


- ตลาดญี่ปุ่น (JPY) เวลา 7:00 - 14:00


- ตลาดยุโรป (EUR) เวลา 13:00 - 21:00


- ตลาดสวิส (CHF) เวลา 13:00 - 21:00


- ตลาดอังกฤษ (GBP) เวลา 14:00 - 22:00


- ตลาดอเมริกา (USD) เวลา 19.00 - 3:00



คำว่า Pip คืออะไร โดยทั่วไป การเพิ่มขึ้นของค่าเงินนั้นจะบอกเป็น Pip ถ้า EUR/USD เคลื่อนที่จาก 1.2250 ไปที่ 1.2251 นี่คือเคลื่อนที่ไป 1 pip PIP คือ จุดทศนิยมตัวสุดท้ายซึ่งถูกอ้างอิงจากราคาปัจจุบันของตลาด กำหนดให้มีสี่ตำแหน่งที่ใช้กัน ในบางโบรกเกอร์อาจจะมีถึงห้าตำแหน่ง PIP เป็นสิ่งที่บอกให้คุณรู้ว่า คุณได้กำไรหรือขาดทุน โดยแต่ละค่าเงินก็มีค่างของตัวมันเอง มันเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องคำนวนค่าของ pip สำหรับค่าเงินนั้นๆ ค่าเงินที่ USD ขึ้นก่อน สามารถคำนวณได้ดังนี้


เช่น USD/JPY อยู่ที่ ราคา 119.80(โดยส่วนมากจะมีทศนิยมสองตำแหน่ง ) ในกรณีนี้ 1 pip เท่ากับ 0.01 ดังนั้น


USD/JPY


119.80
0.01 หารด้วย อัตราแลกเปลี่ยน = pip value
0.01/119.80 = 0.0000834
ดูเหมือนกับกว่ามีตัวเลขที่เยอะมากแต่เราจะอธิบายตัวเลขนี้ในภายหลัง


USD/CHF


1.5250
0.0001 หารด้วยอัตราแลกเปลี่ยน = pip value
0.0001/1.5250 = 0,0000655


USD/CAD


1.4890
0.0001 หารด้วยอัตราแลกเปลี่ยน = pip value
0.0001/1.48990 = 0.00006715


และในกรณีที่ US ดอลล่าร์ ไมได้อยู่เป็นตัวแรก และเราต้องการที่จะได้รับเป็นค่าของดอลล่า เราทำได้ดังนี้


GBP/USD


1.2200 0.0001 หารด้วยอัตราแลกเปลี่ยน = pips value
ดังนั้น
0.0001/1.2200 = EUR 0.00008196
แต่พวกเราต้องการทำให้เป็นหน่วย US ดอลล่าร์ เราจึงต้องคำนวนใหม่เป็น
EUR คูณ อัตราแลกเปลี่ยน
ดังนั้นจะเท่ากับ
0.00008196 * 1.2200= 0.00009999
เราปัดทศนิยมให้เป็นสี่ตำแหน่งจะได้เป็น 0.0001


EUR/USD


1.7975
0.0001 หารด้วยอัตราแลกเปลี่ยน = pip value
ดังนั้น
0.0001/1.7975 =GBP 0.0000556
แต่เราต้องการทำให้เป็นหน่วยของ US ดอลล่าร์ ซึ่งคำนวนได้ดังนี้
GBP*อัตราแลกเปลี่ยน
ดังนั้นจะได้เท่ากับ
0.0000556*1.7975=0.0000998
เราปัดเป็นทศนิยมสี่ตำแหน่งเป็น 0.0001


สำหรับค่าเหล่านี้ คุณไม่ต้องคำนวนอะไร เราอยากให้ทราบถึงที่มา ว่ามันมาอย่างไร ทั้งหมดนี้ โบรกเกอร์จัดการให้คุณแบบอัตโนมัติ มันเป็นสิ่งที่ดีที่คุณควรจะรู้ว่ามันทำงานอย่างไร


Lots คืออะไร ในตลาด Forex เทรดเป็นจำนวน Lots , ขนาดมาตรฐานสำหรับ Lot คือ 100000 units และมี Mini lot size ที่ 10000 units เมื่อคุณรู้แล้วว่า ค่าเงินนั้นวัดค่าเป็น pips ซึ่งเป็นการเพิ่มทีละน้อยของค่าเงินนั้น ซึ่งข้อดีของการเพิ่มทีละน้อย มันทำให้คุณสามารถเทรดได้จำนวนมากๆในแต่ละค่าเงินที่คุณเลือก และสามารถคำนวณกำไร ขาดทุนได้


สมมติว่าเราใช้ 100000 units (Standard size) เราจะคำนวนใหม่ให้เห็นค่าของ pip value
USD/JPY ที่อัตราแลกเปลี่ยน 119.80
(.01 / 119.80) x 100,000 = $8.34 per pip)


USD/CHF at an exchange rate of 1.4555
(.0001 / 1.4555) x 100,000 = $6.87 per pip)


EUR/USD at an exchange rate of 1.1930
(.0001 / 1.1930) X 100,000 = 8.38 x 1.1930 = $9.99734 rounded up will be $10 per pip)


GBP/USD at an exchange rate or 1.8040
(.0001 / 1.8040) x 100,000 = 5.54 x 1.8040 = 9.99416 rounded up will be $10 per pip.)


ซึ่งโบรกเกอร์ของคุณอาจจะมีข้อตกลงที่แตกต่างกันในการคำนวน pip value สัมพันธ์กับ Lot size แต่ไม่ว่าสิ่งไหนก็ตามหนทางที่พวกเขาทำ พวกเขาจะต้องแจ้งให้คุณทราบ pips value ของการเทรดของคุณที่เวลานั้นๆ เป็นเท่าไร ขณะที่ตลาดมีการเคลื่อนตัว pip value จะขึ้นอยู่กับค่าเงินอะไร ที่คุณเทรดอยู่ ณ ปัจจุบัน


คุณสามารถคำนวนกำไรและขาดทุนได้อย่างไร ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าจะสามารถคำนวน Pip value ได้อย่างไร ต่อไปนี้มาดูวิธีการคำนวนกำไรและขาดทุนของคุณ


Buy USD และ Sell Swiss francs
ที่อัตราที่แสดงราคาคือ 1.4525/1.4530 เพราะว่าคุณได้ Buy US คุณจะได้ราคา 1.4530
ไม่กี่นาทีผ่านไป ราคาเคลื่อนที่ไปที่ 1.4550 และคุณตัดสินใจที่จะปิดออเดอร์ของคุณ
ราคาที่แสดงใหม่ของ USD/CHF คือ 1.4550/1.4555
ผลต่างระหว่าง 1.4530 ถึง 1.4550 คือ 20 pips
ใช้สูตรก่อนหน้านี้ในการคำนวนจะได้
(.0001/1.4550) x 100,000 = $6.87 per pip x 20 pips = $137.40


จำไว้ว่า เมื่อคุณจะเข้าเทรด หรือออกจากการเทรด ให้คุณดูเสปรดในราคา bid/offer(ask)


Spread คือผลต่างของราคา Bid และ ราคา Ask หน่วยเป็นจำนวนจุด ซึ่งราคา Ask ก็คือราคาที่เราจะทำการซื้อและราคา Bid ก็คือราคาที่เราจะทำการขาย ซึ่งราคา Bid จะน้อยกว่าราคา Ask เสมอ ตัวอย่างเช่นคู่ EUR/USD มีราคา Bid เป็น 1.2540 ราคา Ask เป็น 1.2541 ดังนั้น Spread จะมีค่าเท่ากับ 1 จุด ซึ่ง Spread ก็เปรียบเสมือนกับค่าธรรมเนียมของโบรกเกอร์ที่คิดกับเรานั่นเอง ยิ่งมีค่าน้อยยิ่งดี


Margin

Margin เปรียบเสมือนกับค่ามัดจำที่เราต้องใช้ในการเปิด Order แต่ละครั้ง และก็จะเพิ่มกลับเข้าไปในบัญชีเหมือนเดิมเมื่อทำการปิดออเดอร์ ยิ่งใส่จำนวน Lot ในการเปิดออเดอร์มากเท่าไหร่ จำนวน Margin ที่ใช้ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น


ความหมายง่ายๆของ เลเวอเรจ (Leverage) คือ จำนวนเปอร์เซนที่ได้ยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อทำการเปิดออเดอร์เทรด ยกตัวอย่างเช่นเมื่อคุณซื้อ 100 หุ้นในตลาดหุ้นโดยที่ราคาหุ้นละ 10 $ ต่อหุ้น คุณต้องใช้เงิน 1000$ เพื่อเปิดการเทรด บางโบรกเกอร์ให้คุณยืมเงินเพื่อเทรดสูงถึง 50-80% ของมูลค่าหุ้นทั้งหมด แทนที่คุณจะใช้เงิน 1000$ แต่คุณกลับใช้แค่ 500 $ เท่านั้น เพื่อทำการเทรด สิ่งนี้แหระที่ทำให้เทรดเดอร์สามารถซื้อหุ้นได้มาก โดยใช้เงินเท่าเดิม อย่างไรก็ตามทางโบรกเกอร์ก็จะชาร์จกำไรจากการยืมของคุณ หลักการณ์นี้ก็น้ำมาใช้กับตลาดForex
แต่โบรกเกอร์ฟอเร็กให้คุณยืมถึง 99 % ของทั้งหมดเพื่อให้คุณเปิดการเทรดและคุณก็ใช้มันเพียงแค่ 1 % เท่านั้น ถ้าคุณต้องการเทรด 1000$ คุณใช้มันเพียงแค่ 10 $ นี่แหระครับ คือความแตกต่างระหว่างตลาดหุ้นและตลาดฟอเร็กซ์ และตลาดฟอเร็กไม่ชาร์จกำไรจากการยืมของคุณด้วย
เอาล่ะครับ หลายๆคนอาจจะงง เรามาดูกันเลยครับ ว่า Leverage ที่โบรกเกอร์ฟอเร็กได้กำหนดไว้มีเท่าไรบ้าง โดยส่วนมากโบรกเกอร์จะกำหนด Leverage ตั้งแต่ Leverage


- 1:1


- 1:2


- 1:10


- 1:100


- 1:200


- 1:400


- 1:500


ผมจะยกตัวอย่างการเทรดที่ Leverage 1:100
สมมติว่าผมต้องการซื้อ EUR ที่ 100 units ผมจะใช้เงินของผม 1 units เท่านั้นเพื่อซื้อ EUR 100 units ถ้าซื้อ EUR/USD ที่ราคา 1.2750 เมื่อราคาขึ้นไปถึง 1.2800 ผลต่างของราคาเท่ากับ 50 pips ผมพอใจแล้ว ก็ทำการขาย ผมได้กำไร 50 pips


มาดูตัวอย่างการคำนวณครับ จากหัวข้อ เรื่อง Pips และ Lot ใครยังไม่ได้อ่านกลับไปอ่านนะครับ
(pip value / ราคาที่คุณปิด ) คูณด้วย Unit ที่คุณทำการ Buy Sell
=(0.001/1.2800)*100=0.39 $
หรือผมอาจจะคิดแบบนี้ สมมติว่า ผมต้องการซื้อ EUR ที่อัตราแลกเปลี่ยน ณ ปัจจุบัน EUR/USD =1.2750 เป็นจำนวน 100 $ ผมจึงใช้เงินของผม 1 $ บัญชีของผมเป็น Leverage 1:100 ดังนั้นผมต้องยืมโบรกเกอร์อีก 99$ เมื่อผมซื้อแล้ว ผมจะได้ EUR มา 78.43 Euro และเมื่อราคาขึ้นไป 1.2800 ผมได้ กำไร 50 pips ผมตัดสินใจขายยูโร ที่ผมซื้อมา จะได้ 78.43*1.2800=100.39 $ นี่คือกำไรของผม 100.39 $ แต่ผมได้ยืมโบรกเกอร์มา 99 $ ทางโบรกเกอร์จะหักเงินอัตโนมัติ แล้วที่เหลือก็คือ 1.39 $ สรุปคือ ถ้าได้กำไรมา 0.39 $ จากการเทรดเงิน 1 $ เมื่อราคาเคลื่อนที่ 50 pips


แต่ปัจจุบันนี้ ทางโบรกเกอร์กำหนดให้เราแล้ว ว่า ถ้าราคาเคลื่อนที่ไป 1 pip ถ้าเราซื้อ 1 $ เราจะได้ 0.01 $ ดังนั้นจากตัวอย่างข้างบน ได้มา 50 pips ผมจะได้เงิน 0.50$
Use Margin คือ จำนวนเงินที่เราใช้เทรดในแต่ละครั้ง


ความสัมพันธ์ระหว่าง Lot , Leverage และ Use Margin


ประเภทของบัญชีในการเทรด Forex จะมีอยู่หลายประเภท แต่ที่หลักๆ ที่ใช้กันคือมีสามประเภทคือ


1. Standard Account


2. Mini Account


3. Micro Account


ผมจะเทียบความสัมพันธ์ระหว่าง Lot , Leverage และ Use Margin ของ บัญชี Standard นะครับ


Leverage ความต้องการเทรด Use Margin


1:100 1 lot(100,000$) 1000$


1:200 1 lot(100,000$) 500$


1:400 1 lot(100,000$) 250$


การเทรด 1 Lot คือ การใช้ Use Margin 1000 ดอลล่า เพื่อที่จะเทรดฟอเร็กซ์ โดยใช้ Leverage 1:100 หมายความว่า คุณต้องมีเงินในบัญชีเทรดฟอเร็กซ์มากกว่า 1000 $ คุณจึงจะเทรดที่ 1 Lot ได้ และการเปลี่ยนแปลงต่อจุด ถ้าราคาเคลื่อนที่ไป 1 pips จะเท่ากับ 10 $ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณมีเงินแค่ 1000 $ แล้วคุณปล่อยให้ลบ 100 pips บัญชีของคุณก็จะโดน Margin Call ทันที ถ้าคุณไม่มี Margin โบรกเกอร์ก็จะตัดทันที Leverage 1 :200 สิ่งที่แตกต่างของ Leverage 1:200 คือ จำนวนเงินที่ใช้เทรด Use Margin จะน้อยกว่า 1:100 แต่ การเปลี่ยนแปลงต่อ 1 pip เท่ากับ 10 $ เหมือนกัน


ไม่ว่าคุณจะเล่นที่ Leverage เท่าไร การเปลี่ยนแปลงต่อ 1 pips ก็ยังคงเท่าเดิม ซึ่งตอนนี้บางโบรกเกอร์ สร้าง Leverage สูงๆ ขึ้นมาเพื่อให้พวก Scalper ที่เล่นสั้นๆ ลงเงินเยอะๆ อย่างเช่น Loeverage 1:1000 ถ้าคุณมีเงิน 1000 $ ในบัญชี คุณสามารถเทรด 5 Lot ได้ ซึ่งก็หมายความว่า คุณต้องการให้ได้กำไร 50 $ ต่อ pips แต่ถ้าราคาไม่เป็นดังที่คุณต้องการ ราคาลบไป 20 pips
พอร์ตของคุณก็จะเกลี้ยงทันที


ในตลาดฟอเร็กซ์ คุณจะซื้อหรือขายสกุลเงินนั้นเป็นเรื่องที่ง่าย เครื่องมือของการเทรดคล้ายๆกันซึ่งหาได้จากตลาดอื่นๆ เช่นตลาดหุ้น ดังนั้นเมื่อคุณมีประสบการณ์ในการเทรด คุณน่าจะมีความสามารถที่จะทำกำไรได้เร็วขึ้น วัตถุประสงค์ของการเทรดฟอเร็กซ์คือ การแลกเปลี่ยนสกุลหนึ่งเพื่อให้ได้อีกสกุลเงินหนึ่งและคาดหวังว่าราคาจะเปลี่ยนแปลง นั้นหมายความว่า สกุลเงินที่คุณได้ซื้อจะต้องมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับสกุลเงิน หนึ่งที่คุณขาย


ตัวอย่างของการทำเงินจากการซื้อสกุลเงินยูโร (euros)
Trading ‘s Action EUR USD


คุณซื้อเงินยูโรจำนวน 10000 euros ในอัตราแลกเปลี่ยน 1.18 +10,000 -11,800


สองสัปดาห์ต่อมา คุณได้ไปแลกยูโรกลับมาเป็น US ดอลล่าร์ ในอัตราแลกเปลี่ยน 1.25 -10,000 +12,500


คุณทำกำไรได้ 700$ ภายในสองสัปดาห์ 0 +700


EUR 10,000 * 1.18= US $11,800 และ EUR10,000 * 1.25= US $12,500 อัตรา แลกเปลี่ยนอัตราส่วนง่ายของสกุลเงินหนึ่งเทียบเงินสกุลเงินอื่นๆ ตัวอย่างเช่น อัตราแลกเปลี่ยนของ USD/CHF บ่งชี้ว่า กี่ดอลล่าร์สหรัฐ จึงจะซื้อ 1 Swiss francs ได้ หรือ กี่ ฟรังส์สวิส จึงจะซื้อ หนึ่งดอลล่าร์ ได้ คุณจะอ่านราคา Forex ได้อย่างไร


สกุลเงินแสดงราคาเป็นคู่เสมอ เช่น GBP/USD หรือ USD/JPY เหตุผลที่แสดงราคาเป็นคู่ๆ ก็เพราะว่าในทุกๆรายการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศคุณต้องซื้อสุกลเงิน หนึ่งและขายอีกสกุลหนึ่งๆ ในเวลาเดียวกัน นี่คือตัวอย่างของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของ ค่าเงินปอนด์(GBP) เทียบกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ(USD) GBP/USD=1.7500


สกุลเงินตัวแรกที่อยู่ด้านซ้ายมือของเครื่องหมาย สแลซ (Slash /) จะเรียกว่า Base Currency สกุลเงินหลัก ในตัวอย่างนี้ก็คือค่าเงินปอนด์ (GBP) ขณะที่อีกหนึ่งตัวที่อยู่ด้านขวาของสแลซ ถูกเรียกว่า Counter หรือ quot currency ในตัวอย่างนี้ก็คือ ค่าเงินดอลล่าสหรัฐ(USD) เมื่อคุณทำการซื้อ อัตราแลกเปลี่ยนจะบอกคุณว่า คุณจะต้องจ่ายกี่หน่วยของ quote currency เพื่อที่จะซื้อ Base currency ต่อหนึ่งหน่วย จากตัวอย่างด้านบน คุณต้องจ่าย 1.7500 ดอลล่าร์เพื่อที่จะซื้อ 1 ปอนด์ เมื่อคุณทำการขาย อัตราแลกเปลี่ยนก็จะบอกคุณว่า คุณจะจ่ายกี่หน่วยของ Quote currency เพื่อทำการขาย Base currency ต่อหนึ่งหน่วย จากตัวอย่างด้านบน คุณจะได้รับ 1.7500 U.S ดอลล่าร์ เมื่อคุณขาย 1 ปอนด์ ค่าเงินหลัก ตัวหน้า (Base currency) คือ (basis) ส่วนสำคัญ สำหรับการซื้อ หรือ ขาย ถ้าคุณซื้อ EUR/USD ความหมายง่ายๆก็คือคุณกำลังซื้อ base curency และกำลังขาย quote currency ในเวลาเดียวกัน คุณจะซื้อคู่เงินที่คุณเชื่อว่า Base Currency จะมีอัตราราคาเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับ quote currency และคุณจะเซลคู่ที่คุณคิดว่า base currency นั้นมีอัตราของราคาลดลงเมื่อเทียบกับ quote currency Long/Shot ก่อนอื่น คุณต้องรู้ว่า คุณต้องการซื้อ(Buy) หรือ ว่าขาย(Sell) ถ้าคุณต้องการที่จะซื้อ คุณต้องการให้ Base Currency มีค่ามากขึ้นแล้วคุณจะขายมันที่ราคาสูงกว่า แบบนี้เรียกว่า “going long “ หรือเรียกว่า Long position และจำไว้ว่า Long =Buy ถ้าคุณต้องการที่จะขาย (Sell) คุณต้องการให้ราคา Base Currency ลดลง แล้วคุณจะซื้อ Buy มันกลับที่ราคาต่ำกว่าเดิม แบบนี้เรียกว่า Going Short หรือ เรียกว่า Short position และจำไว้ว่า Short=Sell


Bid/Ask Spread

ในตารางแสดงราคาฟอเร็กจะประกอบด้วย Bid และ Ask ราคา Bid จะต่ำกว่าราคา Ask เสมอ Bid คือราคาที่ Dealer กำลังจะซื้อ Base Currency ในการแลกเปลี่ยนสำหรับ Quote Currency แบบนี้หมายความว่า Bid ก็คือราคาที่คุณจะขาย (sell) Ask คือราคาที่ Dealer กำลังจะขาย Base Currency ในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้ Quote Currency แบบนี้หมายความว่า Ask คือราคาที่คุณจะซื้อ (Buy) ส่วนต่างระหว่าง ราคา Bid และ Ask ส่วนใหญ่จะรู้จักกันดี หรือที่เรียกว่า Spread


Spead bid-ask

นี่คือ ตารางแสดงราคาของคู่เงิน GBP/USD ราคาบิดคือ 1.7445 และราคา ask คือ 1.7449 ถ้าคุณต้องการที่จะ Sell GBP คุณก็กด Sell แล้วคุณก็เซลเงินปอนด์ที่ราคา 1.7445 ถ้าคุณต้องการที่จะ Buy GBP คุณ Click Buyแล้วคุณก็ได้บายเงินปอนด์ในราคา 1.7449 จากตัวอย่างนี้ คุณจะต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจว่าจะ บาย หรือจะ เซล คู่เงินนั้นๆ ถ้าคุณรู้สึกเบื่อกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานให้คุณผ่านขึ้นตอนนี้ไปได้เลย


EUR/USD

ในตัวอย่างนี้ EURO เป็น Base Currency และเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการ Buy/Sell ถ้าคุณเชื่อว่าเศรษฐกิจของสหรัฐจะอ่อนค่ามากๆ ซึ่งเป็นข่าวร้ายสำหรับ US ดอลล่าร์ คุณก็ดำเนินการ Buy EUR/USD ได้ ในระหว่างคุณซื้อยูโรไปแล้วในความคาดหมายของคุณ Euro จะต้องเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับ US ดอลล่า
แต่ถ้าคุณเชื่อว่าเศรษฐกิจของสหรัฐดีมากๆ และยูโรอ่อนค่ามากๆเมื่อเทียบกับ ดอลล่าสหรัฐ จะดำเนินการ Sell EUR/USD ได้เลย ในระหว่างที่คุณ Sell ตามการคาดการณ์ว่า พวกเราจะต้องร่วง เมื่อเทียบกับ US ดอลล่าร์


USD/JPY

ในตัวอย่างนี้ ค่าเงินดอลล่าสหรัฐ (USD) เป็น Base Currency และ ดังนั้น จึงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการ Buy/Sell ถ้าคุณเชื่อว่า นักลงทุนญี่ปุ่่นกำลังดึงเงินออกจากสถาบันการเงินของสหรัฐ และเปลี่ยนจาก US ดอลล่าร์เป็นค่าเงิน เยน ของพวกเราแล้ว นี่คือ สิ่งที่เลวร้ายของ US ดอลล่า คุณดำเนินการ Sell USD/JPY ได้ทันที โดยการกระทำการ Sell US ดอลล่าร์ของคุณโดยการคาดการณ์ที่ว่า พวกเราจะต้องร่วงเมื่อเทียบกับค่าเงินเยนของญี่ปุ่น


GBP/USD

ในตัวอย่างนี้ GBP เป็น Base Currency แล้วมีความสำคัญต่อการ Buy/Sell ถ้าคุณคิดว่าเศรษฐกิจของอังกฤษโตกว่าเศรษฐกิจสหรัฐ คุณก็ดำเนินการเปิดออเดอร์ Buy ได้ การ Buy ปอนด์ โดยการคาดการณ์ที่ว่า พวกเขาต้องมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับดอลล่าสหรัฐ


USD/CHF

ในตัวอย่างนี้ USD เป็น Base Currency ดังนั้นจึงมีความสำคัญในการ Buy/Sell ถ้าคุณเชื่อว่า ฟรังค์สวิส มีค่ามากเกินไป ให้คุณเปิดออเดอร์ Buy ได้ โดยการกระทำการ Buy Us ดอลล่าร์ของคุณหวังว่าพวกเราจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อเทียบกับฟรังค์ สวิส แต่ถ้าคุณเชื่อว่า ตลาดบ้าน สหรัฐ เกิดภาวะฟองสบู่แตกซึ่งเป็นสิงเลวร้ายสำหรับการเจริญเติบโตของเศรญฐกิจสหรัฐ ทำให้ค่าเงินดอลล่าอ่อนตัว คุณสามารถดำเนินการเปิดออเดอร์ Sell USD/CHF ได้เลย และคาดการณ์ว่าพวกเราจะต้องร่วงเมื่อเทียบกับค่าเงิน Swiss franc


Demo Account (บัญชีเงินปลอม)

คุณสามารถเปิดบัญชีเงินปลอมได้ฟรีได้ทุกๆโบรกเกอร์ บัญชีนี้มีการบรรจุของบัญชีจริงอยู่ด้วย ทำไมถึงฟรี ก็เพราะว่า ทางโบรกเกอร์ต้องการให้คุณเรียนรู้จากภายในและภายนอกของโปรแกรมการเทรดของ พวกเขาและถ้าเป็นเวลาอันดีและไม่มีความเสี่ยง และเมื่อคุณตกหลุมรักกับโปรแกรมเทรดและระบบของเขา คุณก็ลงทุนด้วยเงินจริง บัญชีเงินปลอมนี้สามารถทำให้คุณเรียนรู้เกี่ยวกับตลาด Forex และสามารถทดสอบความสามารถและทักษะในการเทรดของคุณโดยไม่มีความเสี่ยง “คุณควรที่จะเทรดบัญชีเงินปลอมก่อนอย่างน้อยหกเดือนก่อนที่คุณคิดอย่างระเอียดรอบคอบว่าจะใส่เงินจริงของคุณลงไป”


ประเภทของคำสั่งเทรด (Type of Order)

ประเภทของคำสั่งรายการเทรด โดยทั่วไปแล้วโบรกเกอร์จะมีคำสั่งรายการพวกนี้จัดเตรียมไว้ให้คุณอยู่แล้ว แต่มีบางโบรกเกอร์ที่ออเดอร์แปลกประหลาดต่างจากที่อื่น
พื้นฐานของออเดอร์ที่โบรกเกอร์ทั้งหมดต้องมี


1. Market Order

มาเก็ตออเดอร์คือออเดอร์ที่ buy หรือ Sell ในราคาของตลาดปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น EUR/USD ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1.2800ถ้าคุณต้องการ Buy ที่ราคานี้ คุณก็คลิก Buy แล้วคุณก็จะได้ราคานี้ทันที


2.Limit order

ลิมิตออเดอร์คือ ออเดอร์ที่ถูกแทนที่ด้วย Buy หรือ Sell ในราคาล่วงหน้า (ตั้งสวนนั่นเอง ) ตัวอย่างเช่น ถ้าตอนนี้ราคาของ EUR/USD อยู่ที่ 1.2800 คุณต้องการตั้งสวน Buy ที่ 1.2780 คุณต้องใช้ คำสั่ง Buy Limit เมื่อราคาลงไปถึง 1.2780 ไปชนออเดอร์ของคุณ คุณก็จะได้ราคานี้ทันที


3.Stop order

สต๊อบออเดอร์ คือออเดอร์ที่ถูกแทนที่ด้วย Buy หรือ Sell ในราคาล่วงหน้าเช่นกัน แต่ไม่ได้ตั้งสวนนะ แต่เป็นการตั้งตามแนวโน้มมากกว่า ตัวอย่างเช่น ตอนนี้ EUR/USD ราคาอยู่ที่ 1.2800 แล้วคุณต้องการ Buy เมื่อราคาสามารถทะลุแนวต้านที่ 1.2820 คุณก็อาจจะไปตั้ง Buy Stop ที่ราคา 1.2820 ถ้าราคาผ่าน 1.2820 ได้ ราคาก็จะไปชน Limit order ของคุณ


4. Stop -Loss

จุดหยุดการขาดทุน เมื่อคุณได้ทำการเข้าออเดอร์ไว้แล้ว แล้วไม่มีเวลาอยู่หน้าจอ ต้องออกไปข้างนอก Stop loss สามารถช่วยคุณได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณ Buy EUR/USD ที่ 1.2820 คุณต้องการที่จะหยุดขาดทุนที่ 20 pips คุณก็สามารถตั้ง Stop loss ได้ที่ราคา 1.2800 เมื่อราคาลงมาถึง 1.2800 ออเดอร์ของคุณก็จะหยุดทันที สต๊อบลอสสามารถช่วยให้หยุดการขาดทุนของคุณได้ ช่วยให้เงินของคุณไม่หมดพอร์ต


5. Target

ทาเก็ตคือ ราคาเป้าหมาย หรือกำไรที่คุณต้องการ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการกำไรจาก Order Buy ที่ราคา 1.2820 โดยหวังกำไรจากรายการนี้ 20 pips คุณก็ตั้ง Target ไว้ที่ 1.2840 การตั้ง Stop loss และ Target ช่วยให้คุณมีวินัยในการเทรดมากขึ้น


ประเภทออเดอร์แบบอื่นๆ
1.GTC(Good'til canceled)

คำสั่งแบบ GTC เป็นคำสั่งที่ยังคงแอคทิฟจนกระทั่งคุณได้ตัดสินใจยกเลิกมัน โบรกเกอร์ของคุณจะไม่ยกเลิกให้คุณ ดังนั้น นี่เป็นความรับผิดชอบของคุณที่คุณได้กำหนดชนิดไว้แล้ว


2.GFD(Good for the day)

คำสั่งแบบ GFD จะยังคงแอคทิฟจนกระทั่งตลาดปิด วันต่อวันเท่านั้น ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ของคุณว่ากำหนด ราคาของวันนั้นๆ จะสิ้นสุดกี่โมง เพื่อเริ่มวันใหม่ ต้องตรวจสอบกับทางโบรกเกอร์ของคุณด้วย


3.OCO (Order cancels other)

คำสั่งแบบ OCO จะรวมระหว่าง Limit และ Stop โดยตั้งไว้ที่ด้านบนและด้านล่างของราคาปัจจุบัน คำสั่งเหล่านี้จะมีเฉพาะบางโบรกเกอร์เท่านั่น เพราะฉะนั้นคุณควรจะรู้คำสั่งพื้นฐานเอาไว้


สูตร Forex และเทคนิคเทรด Forex ให้ได้มากกว่าเสีย

1. การวางแผนการเทรดและเทรดตามแผนของคุณ(Plan your trade And Trade your plan)
ในการเทรด ไม่ควรตัดสินตามอารมณ์ ความรู้สึกของคุณ ว่าราคาน่าจะขึ้น ราคาน่าจะลง แล้วเปิดคำสั่งเทรด คุณจำเป็นจะต้องมีการวางแผนในการเทรดเพื่อนำไปสู่ึความประสบความสำเร็จ แผนการเทรดที่ดี ควรประกอบด้วย


การกำหนด จุดเข้า หรือ สัญญาณในการเข้าเทรด
การกำหนดจุด ขาดทุน ( Stop Loss)
การกำหนดเป้าหมายกำไร ( Target)
การวางแผนทางการเงิน ( Money Management)
การบริหารความเสี่ยง ( Risk Management) การจัดสรรค์การเรดให้เหมาะสม
แผนการเทรดที่ดีจะช่วยให้คุณตัดอารมณ์ ออกจากการเทรด ช่วยให้คุณไม่ต้องมานั่งเครียด เวลาที่ติดลบ หรือ ไกล้จะ Call Margin ( เงินใกล้จะหมด) ไม่ต้องถูกบังคับปิด เช่น มาจิ้นของคุณหมด ตัวอย่างแผนการเทรดหรือระบบเทรด คุณสามารถ หาได้จากเ็ว็บนี้ หรือ จาก google ลองหาแผนการเทรดที่เหมาะกับตัวของคุณ ลองทดสอบระบบ และเทรดตามระบบด้วยเงินปลอม อาจจะปรับปรุงให้เหมาะสมกับตัวของคุณ แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับการเทรดของคุณ ซึ่งไม่มีระบบไหนที่ได้ผลการเทรดของคุณออกมา 100% ระบบเทรดที่ดี ควรมีประสิทธิ์ภาพมากกว่า 60 % ไม่ว่าคุณจะได้ระบบเทพ หรือ สุดยอดเทพ ยังไง คุณก็ต้องติดลบก่อน ไม่มีใครไม่เคย ติดลบ


2. แนวโน้มของกราฟ คือเพื่อนของคุณ ( The Trend is Your Friend )
อย่าคิดสวนเทรน ให้หาสัญญาณ Buy/ Long เมื่อ ตลาดอยู่ในสภาวะขาขึ้น ( Bullish Market ตลาดแดนบวก) และหาจังหวะ Sell/Short เมื่อตลาดอยู่ในสภาวะขาลง ( Bearish Market ตลาดแดนลบ)


3. การรักษาเงินลงทุน ( Focus on capital preservation)
สิงสำคัญอีกอย่างสำหรับการเทรด ต้องรักษาเงินในบัญชีของคุณให้ดีที่สุด การเปิดคำสั่งเทรดแค่ละคำสั่ง ไม่ควรจะเกิน 10 % ของเงินในบัญชีเทรดของคุณ เช่น เงินทุน 1000 $ คุณควจจะเทรดไม่เกิน 100$ ถ้าไม่มีการรักษาเงินทุนไว้ เงินทุนจะลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเทรดมาก ได้มาก ก็เสียมาก เช่นกัน เมื่อเงินหมด คุณอาจจะท้อ หรือเลิกไปเลย เพราะฉะนั้น ควรจะเล่นน้อยๆ เรื่อย ๆ แล้ว จะประสบผลสำเร็จในตลาดฟอเร็ก ฟอเ็ร็กไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย


4.ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรจะตัดขาดทุน (Know when to cut loss)
ถ้าราคาวิ่งตรงข้ามกับที่คุณได้เทรดไว้ หรือคาดการณ์ไว้ สิิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ ตัดเนื้อร้ายออกไป อย่าให้มันรุกราม แล้วหาโอกาสหรือจังหวะดีๆ เพื่อเข้าใหม่ การถือติดลบไว้ เป็นการเสียโอกาสในการหาจังหวะเข้าใหม่ในสัญญาณดีๆ และต้องมานั่งเครียด เพราะกลัวว่า มาจิ้น จะหมด คังคำที่พูดกันว่าเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย และ ลบน้อยตัดยาก ลบมากตัดง่าย ถ้าเลวร้ายจริงๆ คุณอาจจะโดนคำสั่งปิด Margin Call ดังนั้นเมื่อทำการเทรดทุกครั้ง ควรหาจุด Stop Loss จุดที่คุณควรปิดทิ้ง เมื่อราคาวิ่งตรงข้าม จากทีคาดการณ์ไว้ โดนอาจจะกำหนดไว้เลย เช่น Exit stop Loss -20 จุด -30 จุด หรือตั้งไว้ตามแนวรับแนวต้าน Support- Resistance


5. ปิดทำกำไรเมื่อได้โอกาส หรือด้วยความพอใจของเรา(take Profit when the trade is good)
ก่อนทำการเทรด ตั้งเป้าหมายไว้ ว่าต้องการกำไรเท่าไร เมื่อได้โอกาส ก็ควรปิดทำกำไร เป้าหมาย ( Target) อาจจะกำหนดตายตัว หรือ ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเรา เช่น ทำกำไร 20 จุด หรือ 30 จุด หรือกำหนด ตามแนวรับแนวต้าน ( Support and Resistance) หรือกำหนด โดย Fibonaccy ก็ได้


6. ตัดอารมณ์ออกไป(Be Emotionless)
สอง อารมณ์ ที่มีผลมากให้การเทรด คือ ความโลภ ( Greedy) และความกลัว(fear) อย่าทำให่้สองสิ่งนี้ครอบงำจิตใจของคุณ เพราะมันจะทำให้คุณไม่สามารถเทรดได้ หมั่นฝึกฝนเทรดให้เป็นระบบ เทรดตามแผน หรือระบบเทรดที่คุณได้เตรียมไว้ จัดการ กับ การกำหนดจุดเข้า ( Entry Position) จุดออก ( Exit Position) ระบบการเงินของคุณ(Money Management) เพียงแค่นี้ คุณก็จะประสบความสำเร็จกับฟอเร็กได้


7. อย่าเทรดตามคนอื่น ( Do not trade base on tips from other people)
ควรเทรดตามระบบ ตามสัญญาณ หรือตามแผนที่วางไว้ อย่าเทรดตามคนอื่นโดยเด็ดขาด วิเคราะห์ให้ดีทุกครั้งก่อนการเทรด


8. จดบันทึกการเทรด (Keep A trade journal)
เมื่อคุณเปิดคำสั่ง ซื้อ (Buy/Long) ให้จด เหตุผลว่าเข้าเพราะอะไร และจดความรู็้สึกตอนนั้นไว้ เมื่อเปิดคำสั่ง ขาย ( sell/Short) ก็ทำเช่นเดียวกัน แล้วนำมาวิเคราะห์ บันทึก ข้อผิดพลาด ในการเทรด ขำข้อผิดพลาดของคุณที่เกิดขึ้น นำมาเป็นบทเรียน แล้วอย่าทำตามนั้นอีก


9.เมื่อไม่แน่ใจไม่ต้องเทรด( When in doubt, stay out)
เมื่อคุณไม่มั่นใจหรือกำลังสับสน กับสภาวะของตลาดไม่แน่ใจว่าราคาจะวิ่งไปทางไหน ให้อยู่เฉยๆ ไม่ต้องเทรด ออกไปเดินเล่นหาอย่างอื่นทำ แล้วก็รอตลาดในช่วงต่อไป คุณค่อยมาหาจังหวะการเทรดใหม่


10. อย่าเทรดมากเกินไป ( DO Not Over Trade)
ไม่ควรเปิดเทรดมากเกินไป ในการเทรดแต่ละครั้งควรมีออเดอร์ที่เปิดทิ้งไว้ ไม่เกิน 3 ออเดอร์ ถ้ามีมากเกินไป คุณอาจจะควบคุมไม่ได้ หรือาจจะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจเมื่อตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นอย่าเปิดเทรดจนมากเกินไป


ช่วงเวลาที่ควรทำกำไรในตลาด Forex

การเล่นเทรดตามข่าวและเทคนิค สำหรับคนที่เทรดตามข่าว ไปเจอมาในเว็บลุงโฉลก ===> http://www.chaloke.com/ เวลา 1 เดือน มี ช่วง ฟันกันแบบชี้ชัด ในสไตล์ เกมรุก ทาง เทคนิค อยู่ สองสัปดาห์ และ อีกสัปดาห์ คือ สัปดาห์ของ ข่าวร้อนแรง ข่าวฉาวโฉ่(ที่น่ากลัวในสมัย เล่นแรกๆ เพราะบางคนเก่งข่าว มาขี้โม้ให้ฟัง สมัยนี้ มันเบสิคแล้ว ขอโทษด้วยที่จับทางได้) ส่วนอีก สัปดาห์ จะวิ่ง แบบ ค่อยๆไป เทคนิค เริ่ม ใช้ได้ ครบ 4 สัปดาห์ พอดี เวลาการเทรดจะแบ่งออกเป็นช่วงๆ ดังนี้


1. เมื่อ เข้าสู่ เกือบต้นเดือน และต้นเดือนพอดี จะมีข่าว แรงๆเสมอ โดยมันจะ ประกาศ ให้คนทั่วโลกกลัว เลยทำให้ นักลงทุนระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่กล้า เล่นกันนัก เลยทำให้กราฟ ไม่วิ่งสักเท่าไหร่ ช่วงนี้ คือ ควรงดเทคนิค และ ระบบที่คิดว่า แน่ๆก็ งด เสีย!!!! ควร หันมา สนใจ ในการ เล่นสั้นๆ เก็บเล็กน้อย แล้วปิด เพราะ ไม่ว่าจะ เทคนิค อะไรก็ตาม กราฟ หลอกแน่นอน ก็บอกแล้วไงครับ เป็นการรอ ราคาระหว่างนัก ซื้อและนักขาย เพื่อ รอประกาศ ข่าว


2. สัปดาห์ที่สอง จะเริ่ม ง่ายขึ้น แต่จะยังไม่สดใส ในวันจันทร์ คือ กราฟ ซึม หม่นหมอง หดหู่ อาลัยแด่ นักลงทุนที่ขาดทุน ยับเยินจากข่าวและโดนเทคนิคอย่างจังแต่ สัปดาห์ นี้จะเริ่ม เทรด แบบ เทคนิคได้แล้ว จะไม่มีปัญหา แต่สัปดาห์ก็ควรดูสภาพตลาดด้วยก็ดี


3. ส่วน สัปดาห์ที่ สาม ต่อมา ควรหันมาสนใจกันอย่างแรง เป็นสัปดาห์แห่งเทคนิค กลาง เดือน บางครั้งจะวิ่งตามเทคนิคตั้งแต่วันจันทร์ และวันจันทร์มักจะเริ่ม เจอเทรนที่ชัดเจน เล่นตามเทรนก็คงอิ่มกัน ทั่วหน้า ขาขึ้นจะขึ้นจนกว่าจะลง ขาลงจะลงจนกว่าจะขึ้น


4.และสัปดาห์ก่อนสิ้นเดือน ก็แบบนี้เช่นกัน ไม่ว่า ข่าวกลางสัปดาห์ จะมาแบบไหน ถ้าไม่ใช้ ข่าว แรงๆแบบต้นเดือน ไม่มีทาง หลุดกรอบเทคนิคเคิลได้ เล่นตามเทคนิคก็จะได้ตามเทคนิค ที่เราเล่น ครบ สี่ สัปดาห์ จะมีเกือบๆ สามสัปดาห์ ที่จะเล่นเทคนิคได้ แต่เทคนิคที่ชัวร์ๆ คือ กลางเดือนสองสัปดาห์ ก่อนจะสิ้นเดือน เทคนิค คืออุปกรณ์ ที่ช่วยตัวเองได้ดีที่สุด


ช่วงเวลาที่เหมาะสมเข้าทำกำไร
*** ส่วนช่วงเวลา กราฟ มักจะ ขยับขยาย บิดเมื่อย ยักไหล่ เตรียมวิ่ง มักจะช่วง ตลาดยุโรปเปิด คือ ช่วง เที่ยง ควรมามอง หาจุดเข้า บ่ายหนึ่ง บ่ายสอง และบางครั้ง บ่ายสาม มักจะวิ่ง แต่ส่วนใหญ่จะบ่ายสอง บ่ายสาม กราฟวิ่งเสมอ *** ส่วนตลาดอเมริโกย(กา) หกโมงเย็นก็มา ส่องๆมองๆ เตรียมตัวเทรด ช่วงทุ่ม ถึงสามทุ่มครึ่ง มักจะวิ่ง แต่ที่ชัดเจน สามทุ่ม มักจะ วิ่งเสมอ


การบริหารเงินทุนในตลาด Forex ด้วย Money management

Money management สิ่งสำคัญเพื่อการบริหารพอร์ท Forex ให้ได้กำไร
ทำไม Money management ถึงสำคัญ เพราะเราต้องการที่จะทำกำไร เราต้องเรียนรู้การบริหารจัดการเงิน แต่คนส่วนมากได้มองข้ามมันไป ถ้า คุณเทรดโดย ไม่ใช้ Money management นั้น มันก็เหมือนกับว่าคุณกำลังเล่นพนันอยู่ คุณไม่ได้มองการลงทุนระยะยาว คุณกำลัง รอ jackpot การบริหารเงินไม่เพียงช่วยเราป้องกันเงินทุน ยังสามารถทำมีกำไรในระยะยาวอีก แต่ถ้าคุณยังคิดว่าการเล่นแบบรอ jackpot เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
Trader หลายคน เทรดโดยที่ไม่มีหลักการ และดูแค่ว่าสามารถเสียได้เท่าไรในการเทรด 1 ครั้ง แล้วก็เทรดเลย อย่างนี้ค้าเรียกว่าการพนันไม่ใช่ การลงทุน เรามาดูตัวอย่างกัน
Casino หรือ เจ้ามือ คนเหล่านี้ เก่งเรื่อง สถิติ เค้ารู้ว่าระยะยาวแล้ว เจ้ามือจะเป็นคนได้เงิน ไม่ใช่นักพนัน ถึงจะมีคนถูกรางวัล Jackpot เป็นเงินก้อนโต แต่ก็จะมีนักพนันอีกมากกว่าร้อยที่ไม่ถูก Jackpot แล้วเงินเหล่านี้ ก็จะเป็นของเจ้ามือ
อันนี้เป้นตัวอย่างที่ทำให้เห็นวา สถิติ สามารถ สร้างกำไรได้เหนือกว่า การพนัน ในทางสถิติ หรือ เจ้ามือ ในกรณีนี้รู้ว่าจะควบคุมความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น ได้อย่างไร ถ้าทำได้ คุณก็จะมีกำไร
ทีนี้คุณจะทำยังไงถึงจะเป็น นักสถิติที่ดีได้ ไม่ล้มเหลว
Money management นั้นสามารถทำกำไร ได้ในระยะยาว ถ้าไม่ใช้กฎของ Money management จะเกิดอะไรขึ้นเรามาดูตัวอย่าง


ตัวอย่าง

สมมติว่าคุณ มีเงินอยู่ $10000 และคุณเสียไป $5000 คุณเสียไปทั้งหมดกี่เปอร์เซนต์ คำตอบคือ 50 เปอร์เซนต์ แล้วคุณต้องทำกี่เปอร์เซนต์เงิน $5000 ของคุณ ถึงจะกลับไปเท่าเดิมคือ $10000 คุณต้องทำถึง 100 เปอร์เซนต์ ไม่ใช่ 50 เปอร์เซนต์ เค้าเรียกว่า Drawdown จะเห็นว่ามันน่าหงุดหงิดมาก เพราะมันง่ายมากในการเสียไป แต่ได้กลับคืนมาเท่าเดิมนั้น ยากกว่า ซึ่งผู้อ่านคงไม่คิดที่จะเสีย เทรดเดียว 50 เปอร์เซนต์ ผมหวังว่าเป็นเช่นนั้น


อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณเทรดเสีย 3, 4 หรือ 10 เทรดติดกันล่ะ มันดูเหมือนจะเกิดได้ยากถ้าคุณคิดว่าคุณมี trade system ที่มีเปอร์เซนต์ชนะ 70 เปอร์เซนต์ ดังนั้นคุณไม่มีทางเสีย ติดต่อกันได้ถึง 10 ครั้ง ถ้าคุณคิดว่าคุณมี Trade system ที่ดี ในการเทรด Trade system ที่ทำ profitable ได้ 70 เปอร์เซนต์ ดูเหมือนเป็น system ที่ดีมาก แต่มันไม่ได้หมายความว่า ใน100 เทรดคุณจะชนะ 70เทรด


คุณจะรู้ได้อย่างไร ว่า 70 ใน 100 เทรดจะชนะ คุณไม่มีทางรู้ได้ คุณ อาจจะเสีย 30 เทรดแรก แล้วไปชนะ 70 เทรดที่เหลือ ซึงยังให้ผลที่ 70 เปอร์เซนต์ แต่คุณก็คงเสียหายหนัก
จากตัวอย่างจะทำให้รู้ว่า Money management นั้นสำคัญ ไม่ว่าคุณจะมี Trading System ดีสักเท่าไร แต่ก็ต้องมีที่คุณเสีย เหมือนผู้เล่น Poker มืออาชีพ ถึงเค้าจะเล่นเสียครั้งใหญ่ แต่สุดท้ายเค้าก็จะจบด้วยกำไร


ผู้เล่น Poker เก่งๆจะฝึกฝน Money management เพราะเค้ารุ้ว่าไม่สามารถชนะได้ทุกเกมส์ เค้าจะเล่นด้วยจำนวนเงินที่น้อย จากเงินทั้งหมดที่เค้ามี มันสามารถทำให้เค้ารอดพ้นจากการเสียครั้งใหญ่ได้ นี่คือสิ่งที่คุณต้องทำในฐานะ trader เทรดใน เปอร์เซนต์ที่น้อยจากจำนวนเงินที่มีทั้งหมด เพื่อลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น
เมื่อคุณฝึกฝน และ เคร่งครัดกับ Money management คุณ จะเปลี่ยนจากนักพนัน กลายเป็นเจ้ามือ ที่จะทำกำไรได้ระยะยาว
รูปตัวอย่าง ความแตกต่างระหว่างคนที่เล่นเปอร์เซนต์น้อย และคนที่เล่นโดยใช้เปอร์เซนต์สูง


คุณจะเห็นว่ามีความแตกต่างกันมากระหว่าง การเล่น 2 เปอร์เซนต์เมื่อ เทียบกับ 10 เปอร์เซนต์ ของเงินทั้งหมดในการเทรดแต่ละครั้ง ถ้าคุณเสียติดต่อกัน 19 ครั้ง
การลงด้วยเงิน 10 เปอร์เซนต์ จะทำให้คุณเสีย 85 เปอร์เซนต์จากเงินทั้งหมด !!!! แต่การลงด้วยเงิน 2 เปอร์เซนต์ จะทำให้คุณเสียแค่ 30 เปอร์เซนต์ของมาจิ้นเท่านั้น แต่ มันคงเกิดขึ้นได้ยาก งั้นมาดูแค่การเสีย 5 ครั้งติดต่อกัน ถ้าคุณลง 2 เปอร์เซนต์คุณจะมีเงินเหลือ 18447 แต่ถ้าคุณลง 10 เปอร์เซนต์ จะเหลือเงินแค่ 13122 ซึ่งจะมากกว่าการเสีย ติดต่อกัน19 ครั้งของ การลง 2 เปอร์เซนต์ซะอีก!!!
จุดประสงค์ที่ยกขึ้นมานี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า การใช้ Money management เมื่อตอน drawdown คุณยังมีเงินทุนเหลือพอที่จะเล่นต่อไป คุณลองคิดว่าถ้าคุณเสีย 85 เปอร์เซนต์ของเงินทั้งหมด คุณต้องทำให้ได้ 566 เปอร์เซนต์ของเงินที่เหลือ เพื่อให้เท่าทุน คุณคงไม่อยากอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น
อันนี้คือตารางที่ จะทำให้คุณรู้ว่าจากการ ขาดทุน คุณต้องทำเท่าไรถึงจะเท่าทุน
คุณจะเห็นว่า ยิ่งเสียมากมันก็ยากที่จะ ทำให้มันกลับมาเท่าทุน นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องใช้ Money management
Risk to reward เป็นการเทรดที่ อัตราส่วนอยู่ที่ 3 ต่อ 1 คือ Winner trade ต้องมากกว่า 3 เท่าจาก looser trade ถ้าเทรด แพ้ และ ชนะ สลับกัน Profitable trade จะอยู่แค่ 50 เปอร์เซนต์ แต่เรามีกำไร นะครับ


ขอเสริมหลักการออกแบบระบบเทรด

1.การออกแบบระบบที่ดี นั้น ควรขึ้นอยู่กับนิสัยและความต้องการส่วนตัวของผู้เทรด ครับ จะให้ระบบดีสมบูรณ์แบบทุกอย่างนั้นคงไม่มีครับ
2.การพิจารณา Drawdown เราควร พิจารณา Drawdown ให้ดี ระบบที่ดีควรมี Drawdown ที่ไม่มากเกินไป มิฉะนั้น เวลา เทรดจริงๆ แล้วผู้เทรดจะทำตามได้ลำบากมากครับ อีกอย่างนั้น ประโยชน์ของ Drawdown จะทำให้เราสามารถ เอาไปทำ Money Management ได้ครับ เช่น ระบบนั้น มี Drawdown 2แสนบาท เราก็จะเผื่อเงินไว้เทรด ประมาณ 4 แสนบาทต่อ 1 สัญญา ในการเทรด Future
3.พิจารณาถึง การผิดทางติดต่อกันหลายๆ ครั้ง ผู้ที่ทำตามระบบจะทนได้มากน้อยแค่ไหน ถ้า ระบบนั้นมีสัญญาณผิดทางติดต่อกัน 5 ครั้ง ผู้ที่เทรดจะสามารถทนต่อการขาดทุนติดต่อกันได้หรือไม่
4.พิจารณา Win/Loss Ratio ควรมีอัตราการถูกและผิด ไม่ห่างกันมาเกินไป เพื่อผู้เทรดจะได้ทำตามได้ง่ายขึ้น
5.พิจารณา Risk Multiple ควรมีอัตราการเสี่ยงที่ไม่สูงจนเกินไป
6.พิจารณา Expectancy
7.จำนวนการเทรด เข้า-ออก (Number of Trades)
8.ผลตอบแทนที่ไ้ด้รับต่อปี


หลักสูตรของเรา

FOREX@Wealth


ฟอเร็กซ์ (Forex) เป็นการลงทุนชนิดหนึ่งซึ่งทำการซื้อขายในเรื่องของสกุลเงินได้ตลอด 24 ชม. เงินลงทุนก็เริ่มต้นเพียงน้อยนิด แค่ $1 เท่านั้น หลายคนอาจจะสับสนในการหาแหล่งความรู้ที่มีอยู่มากมายตามอินเตอร์เน็ตทั่วไปนั้น ซึ่งแหล่งความรู้เหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นความรู้ที่ไม่ถูกต้อง หรือต่อให้ถูกก็เป็นความรู้แค่ฉาบฉวย ไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงอย่างยั่งยืน

สถาบันของเรานะครับ ไม่เพียงแต่จะปูพื้นฐานให้คุณตั้งแต่เริ่มแรกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสอน หรือรวมไปถึงการแก้ไขความเชื่อ ความเข้าใจที่ผิดๆ ที่มีอยู่ทั่วไปในท้องตลาด รวมไปถึงการสอนในเรื่องของการบริหารความเสี่ยง psychology ที่ถูกวิธี ที่สำคัญที่สุด เทคนิคการเทรดที่ดีที่สุดถึง 4 วิธี ผมรับรองได้เลยว่า คุณไม่สามารถหาที่ไหนได้แน่นอนครับ นอกจากที่เราเท่านั้น

หากคุณสนใจที่จะลงทุนในตลาด Forex นะครับ สามารถติดต่อมาทางเราได้ ทางเรายินดีให้คำปรึกษาได้ตลอดเวลาครับ

อย่าลืมนะครับ เรียนรู้เรื่องการลงทุน ต้อง Wealth FX เท่านั้นครับ

**** หากท่านกำลังประสบปัญหาเหล่านี้ ห้ามพลาดกับหลักสูตรของเรา ****

    อยากเริ่มต้นการลงทุน (เปิดบัญชี)

    ไม่มีความรู้มาก่อน กลัวเรียนไม่รู้เรื่อง

    ต้องการเครื่องมือการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ

    วางแผนการลงทุนไม่ถูก เพราะไม่รู้จักเครื่องมือการลงทุน

    การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคยังไม่ดีพอ

    อ่านปัจจัยพื้นฐานของหน่วยลงทุนยังไม่ดีพอ

    หากลยุทธ์ใหม่ๆ ในการทำกำไร หรือต้องการผลกำไรที่มากขึ้น

    สร้างกระแสเงินสดต่อเนื่องสไตล์ Value Investor ในตลาด Forex

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ

    ผู้ที่ต้องการลงทุนอย่างจริงจัง

    ผู้เริ่มต้นศึกษาการลงทุน หรือผู้ที่ยังไม่มีความรู้เรื่องการลงทุน

    ผู้สนใจการลงทุนในตลาด Forex

    ผู้แสวงหาอิสรภาพทางการเงิน

    ผู้ที่ต้องการให้เงินทำงานแทน

    ผู้ที่ต้องการใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อให้การลงทุนเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

    ผู้ที่ต้องการทราบเครื่องมือที่ดีที่สุดเพื่อการลงทุน

    ผู้ที่ต้องการทดลองลงทุนเสมือนจริงก่อนลงทุนจริง

    ผู้ที่ต้องการทราบกลยุทธ์การเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนในตลาด Forex

    ผู้ที่ต้องการพิชิตความสำเร็จในตลาด Forex อย่างจริงจัง

เนื้อหาการเรียน

    Things To Know Before Invest... (สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนการลงทุน)

    Planing To Rich (วางแผนก่อน รวยกว่า)

    Investors' / Traders' Tools (เรียนรู้เครื่องมือนักลงทุน)

    Introduction To Forex (เริ่มต้นการเรียนรู้ในตลาด Forex)

    Buy & Sell (การซื้อ-ขาย)

    Risk Management Part I (การบริหารความเสี่ยง 1)

    Wealth Trading System (ระบบการเทรดอย่างมั่นคง และยั่งยืน)

    Open Account (การเปิดบัญชี)

    Fundamental Analysis Advanced (เจาะลึก การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน)

    Technical Analysis (การวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค)

    Advanced Technical Indicators Analysis (การวิเคราะห์การใช้ Indicators)

    Investment Patterns Chart (วิคราะห์ทางเทคนิครูปแบบต่างๆ)

    Advanced Forex System (กลยุทธ์การลงทุนแบบผสมผสาน)

    Wealth Trading System (ระบบการเทรดอย่างมั่นคง และยั่งยืน)

สิ่งที่ท่านจะได้รับ

    Software วิเคราะห์ และดูกราฟหุ้น

    Forex News (ข้อมูลข่าวสารของตลาดเงิน)

    FX Alert (แจ้งเตือนการลงทุน)

    กลยุทธ์การทำกำไรจาก Forex หลากหลายรูปแบบ

    สามารถรับมือกับความเสี่ยงในทุกๆรูปแบบอย่างลงตัว

    Forex News (ข้อมูลข่าวสารของตลาดเงิน)

    FX Alert (แจ้งเตือนการลงทุน)

Call To Action

Duis aute irure dolor in reprehenderit in voluptate velit esse cillum dolore eu fugiat nulla pariatur. Excepteur sint occaecat cupidatat non proident, sunt in culpa qui officia deserunt mollit anim id est laborum.

Our Team

ดร.วริทธิ์สิริ วรจรัสสิริโชติ

ประธานกรรมการ WFA

ดร.ธณัฐสิริ วรจรัสสิริโชติ

MT Manager and Introduce Agency (Thailand) at Swissquote Bank

Contact Us

Address

7/4 ซอยเคหะร่มเกล้า 74 แยก 4 ถ.เคหะร่มเกล้า แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ 10240

Phone Number

086-458-3341-2

Your message has been sent. Thank you!